make-money-234x60-2

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สิวบอกโรค

สิวบอกโรค
สิวบอกโรค ได้จริงหรือ ......

ตามหลักแพทย์แผนจีน การไหลเวียนของลมปรานหรือพลังชีวิต สีสรร ริ้วรอย บนใบหน้าจะบ่งบอก อาการ หรือความผิดปกติในร่างกายได้ การเกิดสิว ในบริเวณต่างกันบนใบหน้า ก็เช่นกัน ที่จะแสดงผลว่า.... เกิดความผิดปกติที่อวัยวะในของร่างกาย

ดังนั้น หากคุณเรียนรู้เกี่ยวกับ สิว คุณจะบอกได้ว่า เรื่องสิว ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่อง สิว ๆ หรือ เรื่อง ง่าย ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ 
รูปภาพด้านบน เป็นแผนภาพบนใบหน้า ที่แบ่งออกเป็นโซน ๆ ที่จะสะท้อนถึงอวัยวะ หรือความผิดปกติในร่างกายเรา

          โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

          โซนที่ 4 และโซนที่ 10 สิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์ลง

           โซนที่ 7   สิว บริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

          โซนที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

          โซนที่ 12 หากมี สิว เรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

          โซนสุดท้ายโซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง


          นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายในและภายนอกอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวพรรณที่เป็นสุขได้แล้ว

บทความที่เกี่ยวข้อง

สิวรักษาได้ด้วยโภชนาการบำบัด "กินอะไร ก็ได้อย่างนั้น"


วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ท้องผูก

คุณเคยท้องผูกไหม? นี่อาจเป็นคำถามที่ไม่จำเป็นเพราะว่าคนเราเกือบทุกคนล้วนเคย

ท้องผูกเป็นบางช่วงในชีวิต แต่คุณทราบไหมว่าท้องผูกเกิดขึ้นอย่างไรและส่งผลกระทบต่อ

ร่างกายอย่างไร จริงๆ แล้วท้องผูกอาจมีสาเหตุมากกว่าที่คุณทราบ...


ท้องผูกเกิดขึ้นได้อย่างไร...


อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน กระเพาะอาหารและม้ามจะทำหน้าที่ในการย่อย ดูดซึมและลำเลียงสิ่งที่เป็นประโยชน์จากอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนกากอาหารก็จะเคลื่อนตัวเข้าไปในลำไส้ใหญ่และรวมตัวเป็นอุจจาระ

 เมื่ออุจจาระเคลื่อนตัวเข้าไปในลำไส้ตรง ระบบประสาทส่วนการขับถ่ายก็จะส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้คนเราเกิดความรู้สึกอยากจะขับถ่าย การขับถ่ายอุจจาระเป็นการขับพิษหรือขยะออกจากร่างกาย หากกากอาหารค้างอยู่ในลำไส้นานกว่า 2 วัน น้ำในลำไส้ก็จะถูกดูดกลับคืนสู่ร่างกาย อุจจาระจึงเกาะตัว
แน่นจนแห้งและแข็ง ทำให้เคลื่อนตัวยากและขับถ่ายลำบากพร้อมทั้งมีอาการอึดอัด แน่นท้อง
ปวดท้องหรือถ่ายเป็นเลือด ฯลฯ นี่แหละ ท้องผูก กำลังมาเยือนแล้ว

ท้องผูกส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร...

ถึงแม้ว่านิสัยการขับถ่ายของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป แต่การขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน
จนเป็นความเคยชินจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเนื่องจากเป็นการขับพิษออกจากร่างกายที่ธรรมชาติ
สร้างสรรค์มา กากอาหารที่ค้างอยู่ในลำไส้นานจะบูดเน่าและเกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้ลำไส้
ไม่สะอาด เลือดลมปั่นป่วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย อาทิ:

ผลเสียต่อผิวพรรณ: กากอาหารที่บูดเน่าจะเกิดสารพิษที่เป็นผลเสียต่อร่างกาย เช่น
สารแอมโมเนีย ไนโตรเจน อินโดลมีแทน กำมะถัน เป็นต้น เมื่อสารเหล่านี้ถูกดูดซึมกลับสู่
ร่างกายพร้อมกับน้ำในลำไส้ นอกจากจะเร่งให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมเร็วขึ้นยังทำให้ผิวพรรณหยาบ
กร้านและแก่ก่อนวัย ดังนั้น การขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวันจึงเป็นวิธีสำคัญในการถนอม
ผิวพรรณและชะลอความชราด้วย

เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้: ท้องผูกทำให้ลำไส้ใหญ่ไม่สะอาด อุจจาระที่ค้างอยู่ใน
ลำไส้ใหญ่นานจะเกิดจุลินทรีย์บางชนิด ซึ่งจะทำให้ลำไส้เป็นแผลและเสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอก
และมะเร็งลำไส้ได้

 ผลกระทบต่อตับ:
ตับมีหน้าที่ในการขับยาและสารพิษที่ตกค้างให้ออกจากโลหิต สาร
พิษที่เกิดจากท้องผูกต้องอาศัยตับในการขับออกเช่นกัน หากท้องผูกเป็นประจำ ตับย่อมต้อง
ทำงานหนักขึ้นและเสื่อมลงก่อนเวลาอันควรเป็นธรรมดา ทำให้การขับยาและสารพิษที่ตกค้าง
ในโลหิตไม่ดีเท่าที่ควร จึงเกิดอาการแพ้ต่างๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ท้องผูกจะทำให้อาการของ
ผู้ป่วยโรคตับกำเริบและทรุดหนักลง ดังนั้น ผู้ป่วยโรคตับจึงควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ท้องผูก
ด้วย

 ผลเสียต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจ:
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหรือ
โรคหลอดเลือดสมอง การเบ่งอุจจาระแรงๆ ในเวลาท้องผูกจะเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์
อัมพาตหรือทำให้โรคหัวใจกำเริบ รวมทั้งเร่งให้อาการต่างๆ ทรุดลงด้วย

 การเป็นริดสีดวงทวาร:
เมื่อท้องผูกการขับถ่ายต้องเบ่งแรงๆ อุจจาระที่แห้งและแข็งจะ
เสียดสีกับทวารหนักทำให้ทวารหนักปริออกจนเลือดไหล หากท้องผูกเป็นประจำ แรงเบ่งจะทำ
ให้กลุ่มหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักขอดจนกลายเป็นริดสีดวง เวลาขับถ่ายก็จะปริออก
มีเลือดสดๆ ไหลออกและปวดบริเวณทวารหนักด้วย

สาเหตุท้องผูกและวิธีการบำบัดในทัศนะการแพทย์จีน...

        ถึงแม้ว่าอาการท้องผูกของแต่ละคนดูเหมือนจะคล้ายคลึงกันคือ การขับถ่ายลำบาก แต่ใน
ทัศนะการแพทย์จีนเห็นว่าอาการที่คล้ายกันนั้นกลับมีสาเหตุที่ไม่เหมือนกัน วิธีการบำบัด
จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การวินิจฉัยว่าท้องผูกเกิดจากสาเหตุอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยากมาก
เพียงแต่เราหมั่นสังเกตอาการต่างๆ ของตนเอง ทั้งนี้ เนื่องจาก ท้องผูก ที่เกิดจากสาเหตุที่ต่าง
กันจะมีกลุ่มอาการที่ไม่เหมือนกันอย่างชัดเจน อาทิ:

ท้องผูกเนื่องจากความร้อนสะสมในกระเพาะอาหารและลำไส้ : ผู้ป่วยกลุ่มนี้
มักจะชอบรับประทานอาหารรสเผ็ด รสจัด อาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ลิ้นจี่ สับปะรด
ของทอด เป็นต้น หรือดื่มสุราเป็นประจำ ความร้อนที่สะสมอยู่จะทำลายน้ำและสารเหลวใน
ลำไส้ ทำให้ลำไส้ขาดความชุ่มชื้น กลุ่มอาการเฉพาะคือ อุจจาระแข็ง ปัสสาวะสีเข้ม หน้าแดง รู้สึกตัวร้อนทั้งๆ ที่ไม่มีไข้ มีกลิ่นปาก ปากแห้ง อึดอัดที่ท้อง ฝ้าบนลิ้นเหลืองและแห้ง เป็นสิว ลมพิษหรือผื่นคันได้ง่าย ฯลฯ

ท้องผูกเนื่องจากความร้อนสะสมในกระเพาะอาหารและลำไส้ควรบำบัดด้วยวิธีระบายความ
ร้อนในกระเพาะและลำไส้ ทำให้ลำไส้ชุ่มชื้น มีสารหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ อาการต่างๆของ
ท้องผูกก็จะค่อยๆ ทุเลาลง

ท้องผูกเนื่องจากความเย็นสะสมในร่างกาย : ความเย็นที่สะสมนั้นจะทำให้
พลังงานความร้อนในร่างกายไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนลำไส้ให้มีการบีบตัวอย่างมี ประสิทธิภาพส่งผลให้อุจจาระเคลื่อนตัวผิดปกติ กลุ่มอาการเฉพาะคือ ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะ
ตอนกลางคืนต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ หน้าซีด มือเท้าเย็น ขี้หนาว ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาจ
มีอาการปวดท้องแบบเย็นร่วมด้วย (ปวดท้องแบบเย็นคือ เมื่อประคบอุ่นหรือทานอาหารอุ่นๆ แล้วอาการปวดจะทุเลาลง)

ท้องผูกเนื่องจากความเย็นสะสมในร่างกายมักเกิดจากภาวะไตอ่อนแอ ทำให้พลังไฟ
มิ่งเหมิน ซึ่งเป็นพลังที่ให้ความอบอุ่นและขับเคลื่อนให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ตาม
ปกติแก่ร่างกายลดลง จึงมักจะบำบัดด้วยวิธีการบำรุงไตเพื่อบำบัดต้นเหตุของ ท้องผูก ชนิดนี้


บทความที่เกี่ยวข้อง
ล้างพิษ กับ ท้องผูก
โรคลำไส้แปรปวน
ผงข้าวกล้องงอกผสมธัญพืช ลดอาการท้องผูก

อาบน้ำอย่างไรให้ผิวสวย

อาบน้ำอย่างไรให้ผิวสวย

เคล็ดลับสำหรับคุณสาว ๆ "อาบน้ำอย่างไรให้ผิวสวย" การอาบน้ำสำหรับสาว ๆ ทั้งหลาย ตลอดจน หนุ่ม ๆ บางท่าน ที่ชื่นชอบในการอาบน้ำ และใช้เวลาในการอาบน้ำ เป็นเวลาหลายนาที บางครั้งก็เป็นชั่วโมง

 ดังนั้น ในช่วงเวลาที่คุณ อาบน้ำ เราจะทำอย่างไร ให้ผิวสวย หรือดูแลสุขภาพผิวพรรณ ของเราร่วมด้วยไปได้ เคล็ดลับ จาก บ้านรักษ์สุขภาพ วันนี้ เราจะเสนอ เคล็ดลับดี ๆ "อาบน้ำอย่างไรให้ผิวสวย" ที่ทำได้ไม่ยาก และคุณสามารถเลือกนำไปปฏิบัติตามได้อย่างสบาย ๆ และเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ได้ผิวสวย ใส สุขภาพดี
แชมพูอาบน้ำสระผมจากธรรมชาติ

เคล็ดลับ ง่าย ๆ เริ่มต้น ดังนี้
1. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว เช่น สบู่ก้อน สบู่เหลว ครีมอาบน้ำ เจลอาบน้ำ คุณควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิว ดังนี้
2. เมื่อเราเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวได้แล้ว เราก็มีเริ่มต้นกันง่าย ๆ ด้วยการนวดกระตุ้นไปตามผิวหนังก่อนลงมืออาบน้ำ โดยการถอดเสื้อผ้าออกให้หมด แล้วนำผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาถูไปตามตัว บริเวณส่วนต่าง ๆ ที่มีไขมัน เป็นก้อนเซลลูไลล์ ถูกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ขจัดเซลล์ไขมันที่เริ่มจะแข็งตัวออกไปให้หมด และกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป สัก 5 - 10 นาที จากนั่นก็อาบน้ำ แล้วใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่เราเลือกมา ถูให้ทั่วทั้งร่างกาย ให้สะอาด แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

3. หากมีเวลาอีกนิด แนะนำต่อ ให้คุณใช้ ผลิตภัณฑ์ขัดผิว หรือ สครับถู ให้ทั่วทั้งตัว เพื่อขจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกไป โดยเฉพาะบริเวณ หัวเข่า ข้อศอก ส้นเท้า สันเท้า ก้น หัวไหล่ เป็นต้น หรือ คุณจะเลือก แช่สบาย ๆ ในอ่างน้ำอุ่น ที่เติมกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย กลิ่นที่คุณชอบลงไป สัก 10 นาที ก็ได้ค่ะ

4. หลังอาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวด้วยผ้าขนหนูให้หมาด ๆ เบา ๆ แล้วบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ เพื่อบำรุง และถนอมผิวพรรณ

เพียงเคล็ดลับ ง่าย ๆ แบบนี้ ก็ทำให้คุณมีผิวที่สวย ใส ได้แล้วค่ะ

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล์  tusora@hotmail.com

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระคาถาอัญเชิญ พระบรมครูแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์

พระคาถาอัญเชิญ 
พระบรมครูแพทย์ ชีวกโกมารภัจจ์

โอมนะโม ชีวะโก สิระสา
อะหัง กรุณิโก สัพพะ สัตตานัง
โอสะถะ ทิพพะมันตัง
ประภาโส สุริยาจันทัง
โกมารภัจจ์โต ประภาเสสี วันทามิ บัณฑิโต
สุเมธะโส อะโรคา สุมะนาโหมิ
(3 จบ)
ปิโยเทวะ มนุษย์สานัง
ปิโยพรหมมา นะมุตตะโม
ปิโยนาคะ สุปันนานัง
ปิณินทรีย์ นะมามิหัง
นะโมพุทธายะ
นะวน นะเวียน นะสถิตย์ นะเสถียร เอหิมามา
นะเวียน นะแวะ นะไปทางเวียน นะเวียนมาหากู เอหิมามา
ปิยังมะมะ นะโมพุทธายะ (1 จบ)
นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ (3 จบ)
นะอะ นะวะโรคา พยาธิ วินาศสันติ (3 จบ)
นะหาลาภา ปิยามะมะ (3 จบ)





คุณรู้ไหมค่ะว่า พ่อปู่โกมารภัจจ์ ท่านมีความสำคัญอย่างไร สำหรับการแพทย์ การรักษา ของคนไทยอย่างไร สำหรับฉันแล้ว พ่อปู่ เป็นทั้งต้นแบบ เป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งพ่อทางการแพทย์ และเป็นดั่งพระที่พึ่งทางใจ ทั้งคนป่วย และคนที่เป็นหมอรักษา การนำสมุนไพรมาใช้ในทางยา จึงควรระลึกถึงพ่อปู่เพื่อให้เปิดทาง คิดในสิ่งที่ถูก ที่ควร มีความซื่อสัตย์ จริงใจ ต่อผู้ใช้ และก่อให้เกิดความปลอดภัย

สมุนไพรไทย ใช้ในการรักษาโรค และใช้ในชีวิตประจำวันของเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นในอาหาร ในเครื่องประทินโฉม (เครื่องสำอาง) ซึ่งหากผู้ผลิต และผู้ใช้มีความเข้าใจในตัว สมุนไพร ก็จะมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่ดีต่อตนเอง ดังนั้น ในปัจจุบัน จึงต้องมีมาตรฐานการผลิต เช่น อย. มผช. มอก. เป็นต้น 

บ้านรักษ์สุขภาพ ได้รับ order ให้ผลิต สบู่สมุนไพรธาตุ 4 ที่ใช้สรรพคุณของสมุนไพรและสารสกัดที่เหมาะสมตามธาตุเจ้าเรือน และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง หากสนใจติดต่อ สั่งผลิต ติดต่อได้ที่ tusora@hotmail.com

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิด ต่างๆ

อาการของ การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย


1. มะเร็งปากมดลูก อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศ สัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบาง ครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อหรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกายบางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของ ช่องท้อง



5. มะเร็งปอด อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำ หนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัดจนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงานเช่นมีอาการชาและเป็น อัมพาตชั่วคราวควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการ เหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือกเนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือ เป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย บ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวงอกหนา ขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิด ขึ้น ที่เต้านมเป็นเวลานานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ
**** ซึ่ง มีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่น คือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma ) คือ เนื้อ งอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติ